Thursday, May 26, 2005

Dialogue กับชาว HKM

เมื่อวันที่ 27-28 เมษายน 2548 ที่ผ่านมา พวกเราชาว HKM ภาคเหนือตอนล่างได้เข้าร่วมกิจกรรม Special Topic ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “Dialogue workshop” ซึ่งเป็นการติดอาวุธทางปัญญาที่สำคัญให้กับคุณเอื้อและคุณอำนวยทั้ง 17 โรงพยาบาล จำนวนทั้งสิ้น 40 คน โดยมีคณะวิทยากรจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งนำทีมโดยท่าน รศ.ดร.อภิชัย เทอดเทียนวงศ์, Dr. B.K. Passi, Dr. Subhashini Passi และคณะจำนวน 6 ท่าน
สิ่งที่พวกเราได้รับ คือ ศิลปะแห่งการสนทนา อันประกอบด้วยการฟัง, การคิดใคร่ครวญก่อนการพูด, การตั้งคำถามและที่สำคัญ คือ การได้ค้นหาตัวเองและการฝึกโยคะ
หากย้อนกลับไปวงสนทนาในชีวิตประจำวันของพวกเรา เรามักจะพูดโต้ตอบออกมาอย่างรวดเร็วทันทีทันใดเป็นอัตโนมัติ โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดใคร่ครวญว่าคำพูดที่ออกไปนั้นไปกระทบกระทั่งจิตใจใครหรือไม่ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งตามมา หรือแม้แต่ในเวทีของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เราเคยทำมาในอดีตเรายังขาดการฟังอย่างนุ่มลึก การเคารพความคิดของผู้อื่นโดยที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยและหลังจากที่พวกเราได้ผ่านเวที Dialogue แล้ว เราเริ่มได้เรียนรู้ทักษะการฟังอย่างนุ่มลึก โดยไปเชื่อมโยงกับการเคารพความคิดของผู้อื่น และไม่ตัดสินคำพูดของผู้อื่นว่าถูกหรือผิด แต่จะ “ห้อยแขวน” คำพูดไว้ ไม่ด่วนสรุป
ในขณะเดียวกันหากเราจะพูด เราต้องคิดใคร่ครวญไตร่ตรอง คำพูดทุกคำพูดที่ออกมา ก่อให้เกิดสติ ปัญญา ซึ่งจะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง
การประยุกต์ใช้ Dialogue ในชีวิตประจำวัน เราควรจะเริ่มจากการสำรวจและค้นหาตัวเราเองก่อน โดยเฉพาะการเรียนรู้ธรรมชาติของชีวิต ฉะนั้นการทำความเข้าใจตนเองก่อนจะไปเข้าใจผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องที่ง่าย หลังจากที่เข้าใจตนเองแล้ว ควรจะฝึกฝนความคิดเชิงบวกและก่อนที่จะพูดทุกครั้งต้องผ่านการคิดใคร่ครวญที่เรียกว่า “Sweet talk” ต่อจากนั้น เราอาจจะเริ่มทำ Dialogue กับผู้ที่เราสนิทด้วย การเปิดเผยตนเอง การสะท้อนความคิด ซึ่งจะนำไปสู่ความสัมพันธ์และความไว้วางใจในระยะต่อมา จากนั้นค่อย ๆ เขยิบ Dialogue เข้าไปในหน่วยงานทั่วทั้งองค์กร
นอกจากนั้นการนำเทคนิค Dialogue ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเวทีของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยเฉพาะทักษะของการฟัง การให้เกียรติและการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น การคิดใคร่ครวญคำพูดก่อนที่จะส่งผ่านคำพูดออกไปในวง Share & Learn รวมทั้งการตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสะท้อนทางความคิด ก่อให้เกิดการสร้างคลังความรู้ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ประสบการณ์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มหาสารคาม

วันที่ 18-20 เมษายน 2548 พวกเราได้มีโอกาสเดินทางไปที่มหาวิทยาลัย มหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ “จัดการความรู้” โดยมีวิทยากรจากมหาวิทยาลัยนันยางเทคโนโลยี ประเทศสิงคโปร์ นำทีมโดย Professer Abdus Sattar C, PhD. Associate Professor Christopher Khoo Soo และ Mr.Lee จำนวน 3 ท่าน
การเดินทาง เราเดินทางจากพิษณุโลกไปยัง จ.มหาสารคามใช้การเดินทางโดยรถยนต์ ระยะเวลา 7 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางที่ยาวนาน แต่คุ้มค่าสำหรับสิ่งที่พวกเรารับในช่วงระยะเวลา 3 วัน เราได้รับความรู้เชิงทฤษฎีมากมาย สิ่งที่เราสังเกต ผู้เข้าร่วมสัมมนาท่านอื่น ๆ ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก เรารู้สึกและสังเกตจากคำถามและการได้พูดคุยกับคนอื่น ๆ แต่นับว่าเป็นความโชคดีของพวกเราที่เราได้มีพื้นฐาน KM ที่มาจากการปฏิบัติและทดลองทำมาก่อนในเวทีของโครงการพัฒนาการจัดการความรู้ในโรงพยาบาล ภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิช ได้ย้ำให้พวกเราเสมอว่า “การจัดการความรู้ ต้องทำ จึงจะรู้” ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์วิจารณ์ ที่ได้มอบมีประสบการณ์จากการปฏิบัติอันล้ำค่า โดยที่ขณะทำยังไม่รู้ว่า ทฤษฏี คือ อะไร แต่เมื่อเราได้มาฟัง ทฤษฏี KM จากต่างประเทศ ทำให้พวกเรายิ้มออก อ๋อ ! ยังงี้นี่เอง ! ทฤษฎีเราลองมาแล้วน่ะ ! ทั้งที่เราไม่รู้ว่ามันมีทฤษฎีนี้ด้วย !
สิ่งสำคัญเราได้ความรู้อันซ่อนเร้นจากการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างการทำ KM ในสิงคโปร์ และ KM ในโรงพยาบาลของไทย ภาคเหนือตอนล่าง โดยเย็นวันที่ 19 เมษายน 2548 เราได้รับเชิญจากคณาจารย์จากสิงคโปร์ และคณาจารย์จากคณะวิทยาการจัดการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสารคาม เชิญให้เราได้เข้าไปร่วมวง Share & Learn ในการรับประทานอาหารเย็น และในโอกาสนี้ เราได้คุยความเป็นไปได้ในความร่วมมือทางวิชาการในอนาคต และเราเชิญ Mr. Lee มาเป็น guest speaker ใน Religion Forum ที่จะจัดขึ้นที่สถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2548 หากท่านสนใจ ต้องการเข้าร่วมมหกรรม religion Forum ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 – 8 กรกฎาคม ศกนี้ ค่าลงทะเบียนเพียงท่านละ 300 บาท ถูกที่สุดในรอบปี สนใจติดต่อ คุณไพฑูรย์ ช่วงฉ่ำ โทรศัพท์ 0-5526-1890-9 ต่อ 5104-6 Email Address :
hsri_nu@hotmail.com จองก่อนได้ก่อนนะค่ะ รับจำนวนจำกัดเพียง 200 ท่าน เท่านั้น

Friday, March 25, 2005

การสร้างเครือข่ายการจัดการความรู้ จังหวัดนครสวรรค์

สืบเนื่องจากโครงการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในระดับจังหวัดของ พรพ. ที่ได้ดำเนินการ นำร่อง 15 จังหวัดทั่วประเทศ ทางสถาบันวิจัย ม.นเรศวร ในฐานะผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารโครงการจัดการความรู้ได้รับการทาบทามจาก สสจ. นครสวรรค์ และ สสจ. หนองคาย ขอไปเป็นพี่เลี้ยงเพื่อวางแผนการบริหารจัดการโครงการในภาพรวมของผู้จัดการเครือข่ายภายในจังหวัด และวางแผนการพัฒนาขีดความสามารถหลัก คุณเอื้อ, คุณอำนวย และการจัดการตลาดนัดให้กับคุณกิจ
ทีมงานบริหารโครงการจำนวน 4 ท่านได้แก่ ผศ.สุรชาติ พจน์สุภาวรรณ,คุณไพฑูรย์ ช่วงฉ่ำ, ทีม IT 2 คน ได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับทาง จ.นครสวรรค์ในวันที่ 21 มีนาคม 2548 ที่ผ่านมานี้และได้เชิญวิทยากรจาก สคส. ดร.ประพนธ์ ผาสุกยืด มาจัด workshop “ หัวปลาทู ” พัฒนาขีดความสามารถ “ การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ” โดยใช้ตารางอิสระภาพ ให้กับโรงพยาบาลจำนวน 13 แห่ง ในจังหวัดนครสวรรค์ ได้แก้ รพ. สวรรค์ประชารักษ์, หนองบัว, ไพศาลี, ตากฟ้า, ร่มฉัตร, ตาคลี, ท่าตะโก, ชุมแสง, พยุหะคีรี, บรรพตพิสัย, ลาดยาว, เก้าเลี้ยว, โกรกพระ, แม่วงค์, ค่ายจิรประวัติ อีกทั้งมีทีม สสจ. หนองคาย มาร่วมสังเกตการณ์ จำนวน 6 ท่าน บรรยากาศของการทำ “ หัวปลา ”คลุกเคล้าด้วยความสนใจ ความอยากรู้และอยากพัฒนา KM ในกลุ่ม รพ.นครสวรรค์ ทำให้ทีมผู้จัด ( สสจ. นครสวรรค์ ) เป็นปลื้มที่ผู้บริหารทุก รพ. ในจังหวัดได้ให้ความสนใจและเข้ามาร่วม workshop เอง และกิจกรรมที่จะจัดต่อไปคือ การพัฒนาทักษะของคุณอำนวย และการจัดตลาดนัดความรู้ให้กับคุณกิจต่อไป นับเป็นการขยายเครือข่ายริกการสุขภาพไปในทุกจังหวัด
ทีมงานบริหารโครงการสถาบันวิจัย ม.นเรศวร และทีมงาน สคส. ขอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนในการพัฒนาการจัดการความรู้ในโรงพยาบาล เราพร้อมยินดีที่จะช่วยเหลือทุกโรงพยาบาล และทุกจังหวัดพบเราใน http://www.hkm.nu.ac.th/ E-mail - hsri_nu@hetmai.com
เบอร์โทร 055 – 261890-9 ต่อ 5106 คุณไพฑูรย์ ช่วงฉ่ำ

คำแนะนำจากสุดยอดนักบริหารหญิง

เก็บมาฝากควันหลงจากงาน 6th National Forum an Quality Improvement & HA
ที่จัดโดย พรพ. ( 15 – 18 มีนาคม 2548 ) ในวันที่ 18 มีนาคม 2548 สุดยอดนักบริหาร
คุณ Mary Iean Ryan CEO ของ SSM Health care จาก USA
ท่านได้มาเล่าเรื่องราวประสบการณ์ในการบริหารของท่านในเวทีหัวข้อ “ Performance in Health care ” ทั้งนี้สไตล์ การนำเสนอด้วยเทคนิคการเล่าเรื่อง ที่กระตุ้นให้ผู้ฟังทึ่งในความสามารถตามแบบฉบับของผู้หญิง ที่สามารถเทียบเคียงกับผู้ชายได้ นี่คือ การใช้คุณลักษณะพิเศษของผู้หญิงที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับงาน นั้นคือ เทคนิค “ การกัดไม่ปล่อย ” อันแสดงถึงการทุ่มเทเอาจริงเอาจังในการทำงานติดตามประเมินผลงานอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น ท่านยังให้ความสำคัญกับพนักงานทุกคนว่า “ ทุกคนคือคนเก่ง ” ท่านให้การยอมรับในความเก่งความสามารถของพนักงานทุกคน พยายามกระตุ้นให้ทุกคนได้แสดงความสามารถและพัฒนาความสามารถนำมาก่อให้เกิดประโยชน์ขององค์กร นี่คือ “ เคล็ดลับการบริหารของผู้หญิงสุดยอดนักบริหาร ”


ไพฑูรย์ ช่วงฉ่ำ

Wednesday, March 23, 2005

โครงการจัดการความรู้ในกลุ่มโรงพยาบาลภาคเหนือตอนล่าง

ที่มาและความสำคัญของโครงการ :
ยุคแห่งการแข่งขันในปัจจุบัน โรงพยาบาลในฐานะที่เป็นองค์กรที่ให้บริการสุขภาพ ต้องเผชิญกับสภาวะ
ของการแข่งขันในการพัฒนาคุณภาพที่ทวีความรุนแรงเป็นลำดับเพื่อตอบสนองความต้องการและบริการ
ให้เหนือความคาดหวังของผู้รับบริการจึงทำให้กระแสความตื่นตัวในการพัฒนาโรงพยาบาลมีแนวโน้ม
สูงขึ้นทุกโรงพยาบาลจึงได้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพในงานที่ปฏิบัติ ก่อให้เกิดกิจกรรมคุณภาพด้านคุณภาพ
อย่างมากมายอีกทั้งมีการรวมตัวในลักษณะการทำงานคร่อมสายงานกันมากขึ้น เกิดความรู้เฉพาะในกลุ่ม
ทีมงานเท่านั้น แต่ทว่าความรู้ที่ได้มายังไม่มีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างทีมงานอื่น ๆ สาเหตุอาจ
เนื่องมาจากวัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิต นิสัยของคนไทยที่ไม่ชอบการแสวงหาความอีกทั้งวิธีคิดของคน
ในสังคมไทยมักจะเก็บความรู้ไว้เฉพาะตนไม่แพร่งพรายให้ผู้อื่นรู้ ต่อเมื่อบุคคลเหล่านี้ได้ลาจากองค์กรไป
ทำให้ความรู้ที่มีอยู่ติดกับตัวบุคคลได้สูญหายไปพร้อมกับคน ซึ่งเป็นความสูญเสียอย่างมหันต์ขององค์กร
นอกจากนั้นโรงพยาบาลต่างๆ ดำเนินการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลไปได้สักระยะหนึ่ง เมื่อพบปัญหาจึง
เกิดความต้องการคำปรึกษาจากโรงพยาบาลอื่น ๆ ที่ผ่านการรับรอง พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลในลักษณะการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยวิธีลัด อีกทั้งการมองหาวิธีในการเพิ่มโอกาสการสร้างคน สร้างงานและพัฒนาฐาน
ความรู้ขององค์กร เพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่องค์การแห่งการเรียนรู้
จากปัญหาและโอกาสในการพัฒนาดังกล่าวโรงพยาบาลในเขตภาคเหนือตอนล่าง จึงได้เล็งเห็นความ
สำคัญของการนำการจัดการความรู้มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน,พัฒนางานและพัฒนาฐานความรู้ในกลุ่ม
โรงพยาบาลเครือข่ายและโรงพยาบาลของตน จึงสมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ของ
โรงพยาบาลเขตภาคเหนือตอนล่าง โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการจากสำนักงาน
ส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคมและสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาล
เครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการมีความคาดหวังให้เกิดการพัฒนาคุณภาพงานประจำอย่างเป็นระบบ การแบ่งปัน
ความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มโรงพยาบาลในลักษณะ
เพื่อนช่วยเพื่อน
นอกจากนั้นบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้เรื่องการจัดการความรู้ และสามารถในการถ่ายทอด
ความรู้ขยายไปทุกส่วนขององค์กรทำให้เกิดการจัดการความรู้ในงานทั่วทั้งองค์กรเกิดการสร้างคน ,
สร้างงาน ,ขยายฐานความรู้ และนำองค์กรไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ อันจะสร้างความสามารถในการู้
แข่งขันขององค์กรไดอย่างยั่งยืนในที่สุด
เป้าหมาย / วัตถุประสงค์ของโครงการ :
1. เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม
เครือข่ายโรงพยาบาลในระยะเริ่มต้น และขยายผลไปยังโรงพยาบาลที่สนใจโดยดำเนินการผ่านทั้งวิธีพบปะ
เสวนา ประชุม สัมมนา และเครื่องมือสื่อสารทางอิเลคทรอนิกส
2. เพื่อสร้างและพัฒนาทีมจัดการความรู้ในโรงพยาบาล ประกอบด้วยผู้จัดการความรู้ (CKO)
,ผู้อำนวยความสะดวก(คุณอำนวย) และผู้ปฏิบัติการจัดการความรู้ (คุณกิจ) ให้มีความสามารถสร้างให้เกิด
การจัดการความรู้ในโรงพยาบาลและดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมทั้งรวบรวมประมวลองค์ความรู้
จากประสบการณ์จัดทำคู่มือสำหรับผู้จัดการความรู้,คุณอำนวยและคุณกิจในโรงพยาบาล
3. เพื่อสรุปบทเรียนรู้ปัจจัยแห่งความสำเร็จ,อุปสรรคและข้อเสนอของการจัดการความรู้ในบริบทของ
งานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลนำมาเผยแพร่หรือแลกเปลี่ยนผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์ (Web site
Web board ,Email loop)
4. เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการความรู้ในโรงพยาบาลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรอื่นต่อไปได
ดูรายละเอียดได้ที่ www.hkm.nu.ac.th